ในวันที่ เด เกอา ไม่เหมือนเดิม

May 14, 2019 - 02:03 PM Updated on May 14, 2019 - 02:03 PM
หลังจบเกมที่เสมอกับ เชลซี ไปด้วยสกอร์ 1-1 ที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ดาบิด เด เกอา ได้แต่เดินก้มหน้า ก่อนที่จะถอดถุงมือที่ใช้ลงแข่ง โยนขึ้นไปบนอัฒจันทร์แฟนบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ตรงดิ่งเข้าอุโมงค์นักเตะไป
เหตุที่เจ้าตัวทำเช่นนั้น ก็เพราะเป็นอีกครั้งที่เขาแสดงความผิดพลาดจนทำให้ทีมพลาดเสียประตู โดย มาร์กอส อลอนโซ่ เป็นผู้สำเร็จโทษ ซึ่งทำให้โอกาสที่จะคว้าตั๋วแชมป์เปี้ยนส์ ลีกของทีมวูบดับลงตามไป ซึ่งว่ากันว่า บางที เขาอาจจะไม่ต้องการถุงมือนั่น ตลอดระยะเวลา 2 เกมที่เหลือของฤดูกาลก็เป็นได้ แม้ว่าก่อนที่จะลงโม่แข้งกับ “สิงห์ไฮโซ” คำตอบที่เสียงดังฟังชัดจากปากของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือของทีม “ปีศาจแดง” เมื่อถูกถามถึงโอกาสที่จะดร็อปนายด่านชายสแปนิชจาก 11 ตัวจริง สืบเนื่องจากผลงานอันย่ำแย่ในช่วงหลังนั้น จะเป็นคำว่า “ไม่” ก็ตาม แต่เหมือนเขาอาจจะต้องคิดดูอีกครั้งในเกมที่จะเจอกับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ วันอาทิตย์หน้านี้ เด เกอา ทำผิดพลาดต่อเนื่องกันในช่วงระยะหลังมานี้ นับตั้งแต่ที่เขาพลาดลูกยิงของ กรานิต ชาก้า เมื่อเดือนมีนาคม ในเกมที่แพ้ อาร์เซนอล 2-0 ก่อนที่จะง่อนแง่นมาเรื่อยในเกมกับ บาร์เซโลน่า, เอฟเวอร์ตัน และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ม้านั่งสำรอง เซอร์จิโอ่ โรเมโร่ เป็นตัวแบ็คอัพของทีมในตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงมือหนึ่ง ทีมชาติอาร์เจนติน่า ที่ได้เฝ้าเสาในเกมนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก แต่ดูเหมือนว่าเขาน่าจะยังไม่ได้รับโอกาสลงเป็นตัวจริงในช่วงเวลาสำคัญนี้ หลังจากที่ โซลชา ยืนยันหนักแน่นในตำแหน่งตัวเลือกเบอร์หนึ่งของทีม “เราคงไม่มาถึงจุดนี้หากไม่ใช่เพราะ ดาบิด เด เกอา” โซลชากล่าวหลังเกม “ดาบิดทำผลงานได้อย่างเหลือเชื่อให้กับสโมสรแห่งนี้ และ เราก็จะหนุนหลังเขา ไม่มีทางเลยที่จะมีใครสักคนชี้นิ้วกล่าวโทษว่าเขาทำให้เราเสียแต้ม เขารู้ว่าเขาควรจะรับลูกนั้นได้ แต่ฟุตบอลมันก็แบบนี้” ฟอร์มอันย่ำแย่ของ เด เกอา ไม่ต่างอะไรกับตัวสโมสร ยูไนเต็ด ที่แพ้ไปถึง 7 จาก 10 นัดหลังสุด นับตั้งแต่ที่พวกเขาโกงความตายเอาชนะ ปารีส แซงต์ แชร์แมงน์ จนผ่านเข้ารอบแชมป์เปี้ยนส์ ลีกไปได้ ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ลูกที่พลาดกับ เชลซี ยังดูดีกว่าจังหวะที่ปล่อยให้บอลที่ ลีโอเนล เมสซี่ ยิงลอดผ่านตัวเขาไปได้เสียอีก มือกาววัย 28 ปี มีส่วนกับการเสียประตู 9 ลูก จาก 11 นัดที่ลงแข่ง และ เหมือนผู้คนจะพูดไปในทางเดียวกันว่า นี่น่าจะเป็นผลพวงมาจากอนาคตที่ไม่แน่นอนของเจ้าตัวกับต้นสังกัด หลังจาก เด เกอา ปฏิเสธสัญญาฉบับใหม่ที่ทีมยื่นให้ และ ฉบับปัจจุบันก็จะหมดลงหลังจบซีซั่นหน้าเสียด้วย เอาเข้าจริงๆแล้ว มันก็มีเพียงแค่ตัวเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมันมาจากการเสียสมาธิในเรื่องของสัญญาฉบับใหม่ ที่ตัวแทนของเขาต้องการอัพค่าเหนื่อยจากปัจจุบันที่รับอยู่ 240,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ไปเป็น 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือไม่ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามแต่ ตอนนี้ เขาไม่ได้เป็นจุดแข็งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกแล้ว ต้องถือว่านานพอดูที่ เด เกอา เป็นเพียงนักเตะคนเดียวในทีมที่สามารถผลิตฟอร์มเอกอุ คงเส้นคงวามาตลอดไม่ว่า แมนฯยูไนเต็ด จะเดินผ่านกี่ยุคกี่สมัยของการผลัดเปลี่ยนตัวกุนซือ นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อำลาจากตำแหน่งไป แน่นอนว่า เขายังคงเป็นหนึ่งในสุดยอดผู้รักษาประตูที่ขึ้นแท่นแนวหน้าของ พรีเมียร์ ลีก หรือแม้แต่ระดับโลก เพียงแต่มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไรว่า ฤดูกาลนี้ เขาตามหลัง เอแดร์สัน ของ แมนฯซิตี้ และ อลิสสัน เบ็คเกอร์ ของ ลิเวอร์พูล แบบไม่ต้องเถียงกันให้มากความ สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกัน คือ จังหวะเซฟสวยๆระหว่างเกม แต่ที่ต่างไปนั้น คือ จังหวะการสั่งการในกรอบเขตโทษ การตัดสินใจที่จะออกมาตัดบอลที่ถูกเปิดจากด้านข้าง รวมทั้งการพุ่งตัวออกไปวัดกับกองหน้าคู่แข่งเมื่อโดนเล่นทะลุช่อง ซึ่งตรงนี้นั้น สำหรับ เด เกอา เขาดูเหมือนจะเป็นผู้รักษาประตูที่ปักหลักในกรอบ 6 หลาของตัวเองเสียมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น พอจุดเด่นเรื่องการเซฟประตูแบบมหัศจรรย์หายไปแล้วนั้น มันเลยทำให้เขาไม่ได้ดูพิเศษไปกว่าผู้รักษาประตูคนอื่นแต่อย่างใด “ไม่ว่าใครก็มีทั้งเรื่องที่น่าจดจำ แล้วก็ไม่น่าจดจำกันทั้งนั้น” ฆวน มาต้า เผย “เขาคือหนึ่งในสุดยอดนักเตะที่เรามี และ แน่นอนว่าเขาเองก็ผิดหวังกับประตูที่เกิดขึ้น แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าเขาสุดยอด ทั้งตัวผม และ สโมสรต่างก็หนุนหลังเขาอย่างไม่ต้องสงสัยอะไรทั้งนั้น ซึ่งนั่นหมายรวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสโมสรแห่งนี้ด้วย เราจะต้องอยู่เคียงข้างเขา เรื่องนั้นเชื่อขนมกินได้เลย” แม้ก่อนหน้านี้จะเคยสุดยอดเพียงใด แต่แน่นอนว่า เด เกอา ใน “เว่อร์ชั่น” ปัจจุบันนี้ มีส่วนทำให้ทีมต้องทำแต้มหล่นหายไปพอสมควร ซึ่งนั่นหมายรวมถึงการที่น่าจะไม่ได้ไปเล่นศึกใหญ่ที่สุดบนเวทียุโรปอีกด้วย ซึ่งบางทีสโมสรอาจจะต้องมาคิดดูดีๆแล้วว่า มันคุ้มไหม หากที่จะยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อรั้งเขาเอาไว้กับทีมต่อไปจริงๆ ที่มา : http://www.soccersuck.com
News
Video